3 สิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้ามหลังจากการสร้างแบรนด์

Last updated: Jul 8, 2019  |  10912 Views  |  MARKETING MARKETING



 


3 สิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้ามหลังจากการสร้างแบรนด์

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีแบรนด์เป็นของตนเอง และอยากทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จ นอกจากการศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องคุณภาพสินค้า ราคาสินค้า ช่องทางจำหน่ายสินค้า และกลยุทธ์การตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกท่านควรรู้อยู่แล้ว เราก็ไม่ควรมองข้ามรายละเอียดปลีกย่อยที่มีความสำคัญไม่แพ้กันอย่าง เรื่องการคำนวณของภาษีเงินได้ การใส่รายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการสร้างความน่าเชื่อถือให้สินค้า เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จทั้งสิ้น




1.จดทะเบียนบริษัทฯ ประโยชน์ในการคิดภาษี


“รายได้ไม่ถึง 300,000 บาท ต่อปี ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล” 

ผู้ประกอบการหลายท่านที่เริ่มสร้างแบรนด์ อาจมองว่าการเสียภาษีในรูปแบบนิติบุคคลเป็นเรื่องไกลตัว เพราะต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทก่อน ถึงจะชำระภาษีเป็นนิติบุคคลได้ หลายคนจึงเลือกที่จะดำเนินธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา แต่เมื่อลองเปรียบเทียบอัตราภาษีจะพบว่า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีอัตราเพดานภาษีสูงสุดถึง 35% ของรายได้สุทธิ ในขณะที่ภาษีแบบนิติบุคคลเรียกชำระภาษีสูงสุด 20 % ต่อปีเท่านั้น และหากผู้ประกอบการมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิพิเศษ คิดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับธุรกิจ SME ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีกรณีที่มีรายได้สุทธิไม่ถึง 300,000 บาทต่อปี และรายได้ไม่เกิน 3,000,000 บาทต่อปี เสียอัตราภาษีเพียง 15 %  ซึ่งจะเสียน้อยกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คิดอัตรา 20 % และภาษีบุคคลธรรมดาที่คิด 30% ของรายได้สุทธิต่อปี

นอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่างๆที่ผู้ประกอบการจะได้รับ การจดทะเบียนเป็นบริษัทและเสียภาษีนิติบุคคลยังสัมพันธ์กับการนำสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรด เพราะจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น การชำระค่าสินค้าที่ต้องแบ่งจ่ายเป็นงวด เป็นต้น รวมทั้งช่วยเสริมภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ ในการเจรจาติดต่อกับบริษัทคู่ค้าต่างๆอีกด้วย จากที่กล่าวมาจึงแสดงให้เห็นแล้วว่า ภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ หากแต่เป็นสิ่งสำคัญ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจแบบมืออาชีพและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด อ่านต่อ https://www.at-z.co.th/content/14885/


 




2.รายละเอียดบนบรรจุภัณฑ์สำคัญอย่างไร  

     นอกจากการคำนวณภาษีแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม หลังการสร้างแบรนด์ คือ ขั้นตอนการสกรีนกล่องและแพคเกจ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างมากขั้นตอนหนึ่ง เนื่องจากการสกรีนกล่องและแพคเกจนั้น เป็นขั้นตอนที่อาจจะต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง จากการที่ต้องสกรีนลงบนผลิตภัณฑ์จำนวนมาก ดังนั้น การเตรียมข้อมูลและรายละเอียดที่ต้องการสกรีนลงบนตัวสินค้า หรือกล่องบรรจุ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากมีการใส่รายละเอียดข้อมูลตกหล่น ไม่ครบถ้วน ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสกรีนใหม่ เป็นการเพิ่มต้นทุนสินค้าโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ ข้อมูลบางอย่างถือเป็นข้อมูลที่สำคัญ และเป็นข้อบังคับที่ผู้ประกอบการจะต้องพิมพ์เป็นข้อมูลให้กับผู้บริโภครับทราบ เช่น เช่น เลข อย. สินค้า ซึ่งหากไม่มีถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายและไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้

 

การเช็ครายละเอียดบรรจุภัณฑ์ว่าถูกต้อง ครบถ้วนหรือไม่ มีดังนี้

1.ชื่อแบรนด์และชื่อผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านการจดทะเบียนกับทาง อย.

2.รายละเอียดข้อมูลตัวสินค้า เช่น ประเภทสินค้า สรรพคุณ วิธีการใช้ และปริมาณบรรจุ

3.ระบุส่วนประกอบหรือวัตถุดิบที่สำคัญ เช่น Ingredient

4.ผลิตและจัดจำหน่ายโดยใคร ให้ระบุชื่อและสถานที่ผลิตสินค้า และผู้จัดจำหน่าย

5.ใส่วันเดือนปีที่ผลิต ครั้งที่ผลิต และวันหมดอายุ

6.เอกสารรับรองผลิตภัณฑ์ เช่น เลข อย. เลข มอก. และใบรับจดแจ้งเลขที่สินค้า

 

ขั้นตอนตรวจเช็คข้อมูลสินค้าข้างต้น เป็นวิธีง่ายๆที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดสินค้า ว่าถูกต้อง ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ก่อนที่จะสั่งสกรีนฉลากลงบนบรรจุภัณฑ์สินค้าของจริง ลดโอกาสความผิดพลาดในการทำงาน และช่วยประหยัดต้นทุน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสกรีนกล่องและแพคเกจซ้ำซ้อน แต่ทั้งนี้ในกรณีที่เป็นเครื่องสำอางที่ผลิตเพื่อส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ผู้ประกอบการควรศึกษาข้อกำหนด กฎระเบียบของประเทศคู่ค้าเพิ่มเติม ว่ามีข้อบังคับและรายละเอียดอย่างไร เช่น ต้องระบุตราฮาลาลบนฉลากสินค้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้สกรีนกล่องและแพคเกจได้ตรงตามข้อกำหนด ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะว่ากว่าสินค้าจะส่งไปขาย กว่าที่สินค้าถูกตีกลับ ใช้เวลานาน ทำให้เสียโอกาสในการขายสินค้า



3.สร้างตัวตน เพิ่มความน่าเชื่อถือ

ในทุกวันนี้ตลาดเครื่องสำอางไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง และรั้งอันดับเบอร์หนึ่งในด้านผู้ผลิตและส่งออกเครื่องสำอางของอาเซียน  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็ว อยู่ในกระแสของสังคม จึงทำให้มีคนทำแบรนด์เครื่องสำอางกันมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามแบรนด์ความงามจำนวนไม่น้อยที่ขายอยู่ในท้องตลาด ยังสอบไม่ผ่านเรื่องของคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย เช่น มีสารเคมีอันตราย ผลิตจากโรงงานที่ไม่มีมาตรฐานรับรอง แต่ฉวยโอกาสลักลอบจำหน่ายสินค้าแบบผิดกฎหมาย ทำให้ผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าไปใช้เกิดอันตราย เหมือนในกระแสข่าวที่เราเห็นบ่อยๆว่า เครื่องสำอางปลอมระบาด , บุกทลายโรงงานครีมเถื่อน , หน้าพังเพราะครีมผสมสเตียรอยด์ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ภาพลักษณ์ของเครื่องสำอางแบรนด์ใหม่ ดูไม่ดีในสายตาของผู้บริโภค

“ความน่าเชื่อถือ” เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องให้ความใส่ใจ นอกเหนือจากตัวรูปลักษณ์สินค้า และราคาของสินค้า เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในคุณภาพสินค้าของแบรนด์ และตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ของเรา โดยวิธีสร้างความน่าเชื่อลำดับแรกคือ สินค้าต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น การจดแจ้งเลข อย. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคว่าสินค้าของเรามีความปลอดภัย ได้มาตรฐานตามที่กำหนด ไม่ใช่เครื่องสำอางเถื่อน แบรนด์ก็อปอย่างที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เข้าใจ

ลำดับต่อมา ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหรือ Trade mark กับกรมทรัพย์สินทางปัญหา เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าของแบรนด์ในระดับสากล และป้องกันการแอบอ้างละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า นอกจากนี้หากผู้ประกอบการเน้นขายสินค้าผ่านทางหน้าร้านออนไลน์ สามารถยื่นจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ หรือ สัญลักษณ์ DBD กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในการสั่งซื้อเครื่องสำอางว่าจะได้รับสินค้าของจริง ไม่ถูกโกง อ่านต่อ https://www.at-z.co.th/content/15069/

 

     นอกจากการยื่นขอมาตรฐานและเครื่องหมายรับรองข้างต้นแล้ว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในแบรนด์และซื้อสินค้าของเรา ซึ่งในท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้าของแบรนด์ให้เติบโตได้ในระยะยาวอย่างแท้จริง