การนำสินค้าเข้า Modern Trade EP2 : เงื่อนไขและคำศัพท์ที่ต้องรู้

Last updated: Jul 8, 2019  |  18844 Views  |  MARKETING MARKETING

 

 


การนำสินค้าเข้า Modern Trade EP2 : เงื่อนไขและคำศัพท์ที่ต้องรู้

ต่อจากตอนที่แล้ว “ขยายตลาดสู่โมเดิร์นเทรด EP 1” ได้นำเสนอโมเดิร์นเทรดคืออะไร มีกี่ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทจะมีจุดขาย มีกลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งใน EP นี้เราจะนำเสนอเงื่อนไขเบื้องต้นและคำศัพท์ที่ทาง Modern Trade หรือ ผู้รับสินค้า ใช้ในการติดต่อประสานงานกับผู้ประกอบการเจ้าของแบรนด์

เงื่อนไข ข้อที่ 1 : เอกสารที่ทางผู้ประกอบการต้องเตรียมให้กับทาง Modern Trade

     ในขั้นตอนของการทำสัญญาฝากขายกับทาง Modern Trade จะมีการเรียกเอกสารประกอบการทำสัญญาแตกต่างกันไปในแต่ละ Shop แต่สำหรับเอกสารหลักๆที่ทางผู้ประกอบการต้องเตรียมนั้นมีดังนี้

 


• สำเนาหนังสือรับรองบริษัทที่รัฐออกให้ไม่เกิน 90 วัน

• สำเนาหนังสือ ภพ.20

• สำเนาบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทผู้ส่งสินค้า

• สำเนาบัตรประชาชน ของผู้รับมอบอำนาจในการจัดส่งสินค้า (ถ้ามี)

• สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคารที่ต้องการรับชำระค่าสินค้า ที่มีชื่อบัญชีตรงตามชื่อที่ปรากฏในหนังสือรับรอง

จากเอกสารที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการที่จะฝากขายกับทาง Shop Modern trade จำเป็นต้องดำเนินการในนามนิติบุคคล หรือต้องจดทะเบียนบริษัทก่อนนั้นเอง

 


เงื่อนไข ข้อที่ 2 : ค่าใช้จ่ายสำหรับ Open Account

ในการนำสินค้าเข้า Modern Trade ครั้งแรก ผู้ประกอบการต้องเสียค่าวางสินค้าหรือค่า Open Account ให้กับทางโมเดิร์นเทรด ซึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน คือ

 


1. ค่าเปิด Account ครั้งแรก (เสียครั้งเดียว)

เป็นเสมือนค่าแรกเข้า ซึ่งจ่ายครั้งเดียวในตอนแรก เพื่อแลกกับการรับบริการ จำหน่ายสินค้าบน Shop, สรุปรายงานการขายรายเดือน, ดูแลสินค้าและอื่นๆ

2. ค่าบริการจัดการลิสต์สินค้า SKU (เสียรายปี)
เป็นค่านำสินค้าเข้าตามรายการสินค้า ซึ่งแต่ละ Shop จะมีค่าใช้จ่ายต่างกัน เช่น

     • 5,000 บาท / 1-4 SKU
     • 10,000 บาท / 5-10 SKU



     การนำสินค้าเข้าช็อปครั้งแรก ในแต่ละที่จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน ตั้งแต่หลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักล้านบาทเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของโมเดิร์นเทรด ทำเลในการขายสินค้า และการบริหารจัดการของแต่ละโมเดิร์นเทรด “ค่าเปิดบัญชีแรกเข้า” จึงเป็นสิ่งแรกที่ผู้ประกอบการควรชั่งน้ำหนักและคิดให้ดี เพื่อเลือกโมเดิร์นเทรดที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากที่สุด

 


เงื่อนไข ข้อที่ 3 : Growth Profit (จีพี)

     Growth Profit : จีพี คือรายได้จากการขายสินค้าของแบรนด์ในโมเดิร์นเทรด ซึ่งทางแบรนด์จะต้องแบ่งรายได้ให้กับทางโมเดิร์นเทรด เพราะแน่นอนว่าเราไปฝากขายในพื้นที่ของเขา ไหนจะค่าสถานที่ ค่าบริหารจัดการ คงไม่มีใครให้เราขายของฟรีแน่ๆ โดยปกติโมเดิร์นเทรดจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนจีพีไว้ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ จากรายได้จากการขายของแบรนด์



ตัวอย่าง เช่น สินค้า A ขายราคา 100 บาท เมื่อหักค่าจีพีให้กับโมเดิร์นเทรด 40% แบรนด์จะได้รับเงินค่าสินค้า A  60 บาท

 


     อย่างไรก็ตามแต่ละโมเดิร์นเทรดจะกำหนดสัดส่วนค่าจีพีไม่เท่ากัน และนอกจากค่าจีพีที่เราต้องหักแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้กับช็อปแล้ว การขายสินค้าในโมเดิร์นเทรดอาจมีค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆเพิ่มเติมอีก ขึ้นอยู่ว่าแต่ละโมเดิร์นเทรดจะมีกำหนดอย่างไร เช่น ค่าดีซี ค่าส่งเสริมการขาย เป็นต้น

 


เงื่อนไข ข้อที่ 4 : Distribution Center (ดีซี)

     ในขั้นตอนการขนส่งและกระจายสินค้า ต้องขนส่งจากคลังสินค้าใหญ่ไปยังศูนย์กระจายสินค้าก่อน และถึงจะกระจายสินค้าไปแต่ละช็อปสาขาได้ การขนส่งสินค้าแต่ละครั้งจึงใช้ระยะเวลาพอสมควร ซึ่งในช่วงแรกๆที่เรายังไม่รู้ระบบการจัดการและความต้องการสินค้าของแต่ละช็อปสาขา เราจึงควรวางแผนการส่งสินค้าและเช็คสต็อกสินค้าอยู่เสมอ เพื่อให้เติมสินค้าในช็อปได้ทัน ก่อนที่สินค้าจะหมด ซึ่งแน่นอนว่าการบริหารเวลาจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพ จะทำให้เราไม่พลาดโอกาสในการขายสินค้า

     * ค่าดีซี-ค่ากระจายสินค้า-ค่าขนส่งสินค้า มีคำเรียกหลากหลายที่ผู้ประกอบการแต่ละคนเรียกตามความเข้าใจ อันที่จริงแล้วมีความหมายเหมือนๆกัน คือเป็นค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า กระจายสินค้า ซึ่งในบางโมเดิร์นเทรดอาจจะหักค่าดีซีจากยอดขายสินค้าของแบรนด์ประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์  

     เงื่อนไขและคำศัพท์ทั้ง 4 ข้อ ที่นำมาอธิบายในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรกเข้า ค่าจีพี ค่าดีพี ตลอดจนข้อมูลเอกสารที่ใช้ประกอบการทำสัญญากับโมเดิร์นเทรด ล้วนเป็นสิ่งพื้นฐานที่ผู้ประกอบการควรรู้ และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการนำสินค้าเข้าโมเดิร์นเทรดได้ ในครั้งหน้าเราจะพาทุกท่านไปเจาะลึกกันแบบเต็มๆ ในเรื่องของการทำ Barcode สินค้าและการจัดการคลังสินค้า เพื่อให้สามารถจัดการสินค้าได้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น  อ่านต่อ ขยายตลาดสู่โมเดิร์นเทรด EP 3