เริ่มต้นธุรกิจ! กับทิศทางตลาดความงาม

Last updated: Sep 18, 2020  |  284 จำนวนผู้เข้าชม  |  เทคนิคการตลาด

เริ่มต้นธุรกิจ!! กับทิศทางตลาดความงาม


{ จากสถานการณ์โควิด19 ทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัวลง ทำให้การประกอบธุรกิจต้องเผชิญอยู่ในสภาวะหยุดไปชั่วขณะ บางกิจการมีผลประกอบการที่ไม่เป็นไปตามที่มุ่งหวังก็ต้องปิดตัวลงอย่างน่าเสียดาย บางคนถึงกับต้องออกจากงานเนื่องจากความไม่มั่นคงของบริษัท }


  














จากปัญหานี้ทำให้ใครหลายๆคนหันมา เป็นแม่ค้าออนไลน์บ้าง ทำกิจการของตัวเองบ้าง หรือ แม้แต่พนักงงานบริษัทเองที่ต้องการหารายได้เพิ่มโดยการสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา แต่เราจะตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจเป็นเจ้าของกิจการด้วยการขายสินค้าอะไร? เพื่อให้เราสามารถดำเนินธุรกิจของเราให้ประสบความสำเร็จ เป็นสิ่งที่ต้องคิดหนักและท้าทายมาก {แต่สิ่งที่น่าแปลกใจ} คือ ในอุตสาหกรรมธุรกิจมีอยู่อุตสาหกรรมหนึ่งแทบจะไม่ได้รับผลกระทบกับปัญหานี้และยังมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ อุตสหากรรมธุรกิจความงาม ซึ่งเป็นตลาดที่แข่งกันโหดมาก ไม่ว่าเศรษฐกิจหรือการเมืองจะเป็นอย่างไร ก็ไม่สามารถฉุดให้ตลาดความงามร่วงลงได้


วันนี้ แอทซี เลยมาแนะนำสำหรับใครหลายๆคนที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองในอุตสาหกรรมตลาดความงาม มีเหตุผลและแนวโน้มในการทำธุรกิจเป็นอย่างไร ไปดูกันเลย

จากข้อมูลศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ อินเนส คาลไดรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด ได้อ้างอิงจากสถิติข้อมูลว่า ภาพรวมของตลาดความงามในประเทศไทยปี 2562 เป็นธุรกิจดาวรุ่งยอดนิยมต่อเนื่อง และเติบโตจากปีก่อนหน้านี้ 6.7% คิดเป็นมูลค่าตลาดรวม 2.18 แสนล้านบาท และสามารถแบ่งย่อยในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามได้ดังนี้

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ธุรกิจความงามเติบโตขึ้น ได้แก่

 การเปิด AEC ทำให้ตลาดกว้างขึ้น 
จากเทรนด์การรักสุขภาพและความงามที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจกับการดูแลตัวเองมากขึ้น ทำให้คนในประเทศต้องการสินค้าในอุตสหกรรมนี้เพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกเขา และเกิดเป็นกิจการมากมาย จนมีการขยายกิจการไปต่างประเทศในแถบ AEC ซึ่งถือว่ามีกระแสตอบรับที่ดี ซึ่งมูลค่าตลาดสุขภาพความงามมีมูลค่าหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาทต่อปี และมีการคาดการว่าในปีนี้ จะมีมูลค่ามากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งมากจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียมีวัตถุดิบที่นำมาเป็นสารสกัด และมีคุณสมบัติที่ดูแลสุขภาพและความงามอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ต้นทุนต่ำกว่าประเทศอื่นที่ต้องนำเข้า จึงทำให้ตลาดสุขภาพความงามมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

{สำหรับภาพรวมและทิศทางตลาดความงามในปี 2563 ทาง กรรมการผู้จัดการ ลอรีอัล(ประเทศไทย) บอกว่า สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับทุกธุรกิจ รวมถึงตลาดความงาม ซึ่งปีนี้มีความท้าทายเป็นอย่างมาก และยากที่จะคาดการณ์ถึงภาพรวมของการเติบโต เพราะยังไม่รู้ว่า ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคจะกลับมาเมื่อไร เมื่อกลับมาแล้วจะเป็นอย่างไร ในการบริโภคเร็วแค่ไหน กำลังซื้อจะเป็นอย่างไร}

ส่วนความท้าทายที่ถือเป็น Big challenge ของธุรกิจนี้นอกจากกำลังซื้อของผู้บริโภคแล้ว คือ ผู้บริโภคต้องสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งอาจมีผลกระทบกับตลาดเมคอัพที่ปีที่ผ่านมามีการเติบโตเร็วมาก แต่อาจยังพอมีโอกาสในส่วนของเมคอัพตา ในขณะที่กลุ่มดูแลผิวและทำสีผม รวมไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดร่างกาย ยังเป็นตลาดที่มีการเติบโตและสามารถสร้างโอกาสให้กับธุรกิจได้ดี

ตลาดปีนี้ถ้าทรงตัวเท่าปีที่ผ่านมาก็ถือว่าโอเค อาจลบหรือบวกนิดนึง และผู้บริโภคไทยเอง มีกำลังซื้อสูงเมื่อเทียบกับผู้บริโภคในอาเซียน โดยอยู่ที่สูง 3,000 บาท ส่วนการตัดสินใจซื้อ มาจากซื้อแบรนด์ที่รู้จัก เชื่อมั่น มีความปลอดภัย หรือมีการคิดค้นวิจัยที่โดดเด่น มากกว่าเรื่องราคา และตอนนี้ลูกค้าเรียกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเบา ๆ เพื่อให้รู้สึกสบายตอนสวมหน้ากาก ต่างจากก่อนเกิดโควิด19 ที่ชอบส่วนผสมเยอะๆ ซึ่งเป็นหนึ่งใน new normal ที่เจอ

เป็นยังไงกันบ้างวันนี้ แอทซี ได้มาแนะนำสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นทำธุรกิจในตลาดความงาม ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในอุตสาหกรรมนี้มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกระแสรักสุขภาพที่มาคู่กับความงาม และแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ใดๆ แต่ก็มีความท้าทายที่ค่อนข้างมากจากการเพิ่มขึ้นของธุรกิจความงามในประเทศไทย ซึ่งรับว่าเป็นธุรกิจที่ มีสีสัน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของผู้ประกอบการ ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ แต่แอทซี เชื่อว่าถ้าใครที่อยากสร้างแบรนด์มาสายนี้ ปังแน่นอนค่า 


สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นสร้างแบรนด์ความงาม แอทซี มีโรงงานมาตรฐานคุณภาพผลิตยา ทำให้คุณมั่นใจได้ว่า สินค้าทุกชิ้น สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล พร้อมควบคุมการผลิตโดยทีมเภสัชกรและนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ดูรายละเอียดปรึกษาเพิ่มเติมฟรี }


อ้างอิงจาก : Euromonitor,Marketing Oops