การคาดการณ์ตลาดสุขภาพและความงาม 2018

Last updated: Jun 19, 2018  |  3363 จำนวนผู้เข้าชม  |  เทคนิคการตลาด

 

อกาสในธุรกิจความงามยังมีอยู่ไหม?

          จากข้อมูลการส่งออกของกรมศุลกากร ระบุว่า การส่งออกสบู่ เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของไทยในตลาดอาเซียนในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2018 มีมูลค่ารวมกว่า 4,200 ล้านบาท โดยประเทศฟิลิปปินส์เป็นตลาดความงามใหญ่ที่สุดในอาเซียน ด้วยมูลค่า 1,310 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 19 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 200 ล้านบาท ในขณะที่ตลาดความงามมาแรงในปี 2018 หนีไม่พ้นประเทศเวียดนาม เพราะเป็นตลาดความงามที่เติบโตสูงที่สุดในอาเซียน มีมูลค่า 430 ล้านบาท ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้น 132 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2017 (ม.ค. - ก.พ.) ที่มีมูลค่า 185 ล้านบาท ซึ่งการขยายตัวของตลาดความงามในอาเซียนถือเป็นแนวโน้มอนาคตที่สดใส สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมความงามของประเทศไทย

 
          ทั้งนี้ช่องว่างการเติบโตของตลาดความงามที่มีอยู่มากมายทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับกระแสเทรนด์ความงามมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา การสร้างความสำเร็จจึงอยู่ที่แบรนด์ไหนจะมองเห็นและเริ่มต้นได้ก่อนเท่านั้น โอกาสทางธุรกิจจึงยังเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจความงาม โดยเริ่มจับเทรนด์ความงามที่จะมาแรงในช่วงปลายปี 2018 ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ Superfood Ingredients on Skin และ Natural on the Skin


Beauty trends in the Future

         Superfood Ingredients on Skin เทรนด์ความงามแนวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศเกาหลี โดยแบรนด์ความงามหลายแบรนด์ เริ่มจับเอากระเเสรักสุขภาพของสาวๆที่ใส่ใจการรับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ โภชนาการสูง หรือที่เรียกว่า ซูเปอร์ฟู้ด มาทำเป็นส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เช่น ชาเขียว บลูเบอร์รี่ และน้ำผึ้ง นอกจากนี้บางแบรนด์ยังนำเอาขนมของหวานที่คนชอบกินมาทำด้วย เช่น ช็อกโกแลต วานิลลา เป็นต้น ตัวอย่างแบรนด์ที่ทำเครื่องสำอางแนวนี้ ได้แก่ Fusion Face Masks , Klairs ถือว่าเป็นเทรนด์ที่ตอบโจทย์สาวๆรักการดูแลสุขภาพร่างกายและสุขภาพผิวของตนเองอย่างแน่นอน


          อีกหนึ่งเทรนด์ความงามที่ใครไม่อัพเดตถือว่าพลาด  กับเทรนด์การแต่งหน้าที่เน้นโชว์ความสวยแบบธรรมชาติหรือ "Natural on the Skin" ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น  เพราะแต่งง่าย ให้ลุคใสๆ อ่อนกว่าวัย และแต่งได้ทุกวัน ดังนั้นการเลือกใช้เมคอัพโดยเฉพาะรองพื้น จึงต้องเลือกแบบที่เนื้อบางเบา เฉดสีเข้ากับโทนสีผิว และให้การปกปิดอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งจนถึงตอนนี้แบรนด์เครื่องสำอางดังๆหลายแบรนด์เริ่มจับกระแสความงามที่จะเกิดขึ้น สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รองพื้นสูตรใหม่ๆออกสู่ท้องตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ที่จับกระแสเทรนด์ความงามนี้ เช่น Double Wear Nude Water Fresh Makeup SPF 30 จากแบรนด์ Estee Lauder , Rimmel London Lasting Finish Breathable Foundation ของแบรนด์ Rimmel London และ TONE-UP TINTED MOISTURIZER ของ AT-ZE ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเนื้อรองพื้นแบบ Water Base

 



          นอกจากนี้เทรนด์ความงามที่เราเคยนำเสนอไปแล้วอย่าง "Anti-Pollution" กำลังกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้คนในสมัยนี้  เพราะด้วยปัญหามลภาวะที่คนไทยกำลังเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกๆวัน เช่น ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินค่ามาตรฐาน ควันไอเสียจากรถยนต์และรถประจำทาง สิ่งต่างๆเหล่านี้คือภัยเงียบที่ทำร้ายผิวให้เสื่อมสภาพ หยาบกร้าน เกิดริ้วรอยแก่กว่าวัย ทำให้ผู้บริโภคต้องปกป้องผิวและมีความต้องการผลิตภัณฑ์กลุ่ม Fighting Pollution มากขึ้นและจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆในอนาคตอย่างแน่นอน

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง