เจาะตลาดสร้างโอกาส เครื่องสำอางไทยในแดนพญามังกร ตอน 2 : ปรากฏการณ์พลังผู้บริโภคชาวจีน

Last updated: Jul 8, 2019  |  9181 จำนวนผู้เข้าชม  |  เทคนิคการตลาด เทคนิคการตลาด



เจาะตลาดสร้างโอกาส เครื่องสำอางไทยในแดนพญามังกร ตอน 2 : ปรากฏการณ์พลังผู้บริโภคชาวจีน

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2017 ที่ผ่านมา E-commerce ระดับโลก อย่าง Alibaba ของมหาเศรษฐีแจ็คหม่า ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการค้าปลีก กับกิจกรรมช็อปปิ้ง วันคนโสด 11.11 ที่นำสินค้าหลายล้านรายการมาจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้ากระหน่ำ กระตุ้นยอดขาย เพื่อเอาใจคนโสด สามารถสร้างยอดขายสินค้ากว่า 25,300 ล้านเหรียญหรือประมาณ 860,000 ล้านบาทภายในเวลา 24 ชั่วโมง !

ภายในงานมีแบรนด์และร้านค้าเข้าร่วมมากกว่า 140,000 ราย และมีอัตราการทำรายการเฉลี่ย สูงถึง 256,000 ครั้งต่อวินาที มียอดส่งสินค้าผ่าน Alibaba และ Aliexpress รวมกันทั้งหมดกว่า 812,000,000 รายการ โดยประเทศที่ขายสินค้าได้มากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เยอรมนี และเกาหลีใต้ ซึ่งในปัจจุบัน “กิจกรรมวันคนโสด 11.11” ถือว่าเป็นมหกรรมค้าปลีกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าวัน ‘แบล็ก ฟรายเดย์’ และ ‘ไซเบอร์ มันเดย์’ ที่จัดขึ้นในสหรัฐ อเมริกา ถึง 4 เท่า

จากปรากฏการณ์ยอดขายถล่มทลายทุบสถิติโลกในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศจีนไม่เพียงแต่เป็นโรงงานผลิตสินค้าสำคัญของโลกเท่านั้น แต่คนจีนยังเป็นผู้บริโภครายใหญ่ที่มีกำลังซื้อมหาศาล และด้วยตลาดบริโภคที่มีขนาดใหญ่กว่า 1,300 ล้านคนนี้ จีนจึงเป็นที่หมายปองของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศในทุกๆวงการธุรกิจ รวมทั้งตลาดสินค้าสุขภาพและความงามด้วยเช่นกัน

 

“สกินแคร์-ตลาดความงามที่ใหญ่ที่สุดของจีน”

 

     จากข้อมูลของ Euromonitor ระบุว่า ตลาดเครื่องสำอางของจีนในปี 2016 มียอดขายสินค้ามูลค่ากว่า 336,061 ล้านหยวน ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2017 จะมีมูลค่าแตะระดับ  358,765 ล้านหยวนหรือประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มผู้บริโภคหลักคือ ชนชั้นกลางมีจำนวนมากยิ่งขึ้น มีรายได้สูง สามารถจับจ่ายซื้อสินค้าได้มากขึ้น ทั้งนี้เมื่อดูข้อมูลการนำเข้าเครื่องสำอางของกรมศุลกากรจีนในปี 2016 จะพบว่า กลุ่มเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีการนำเข้าสูงที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว , เครื่องสำอาง และน้ำหอม มีมูลค่ารวมกัน 130,000 ล้านบาท (HKTDC RESEARCH,  2017) 

     โดยกลุ่มผู้บริโภคชาวจีนนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทกลุ่มไวเทนนิ่ง เพื่อช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ไม่แตกต่างจากคนไทยมากนัก เพราะมองว่าการมีสีผิวขาว แสดงถึงสุขภาพผิวที่ดี แข็งแรงสมบูรณ์ เป็นคุณค่าแห่งความงาม หรือ “ผิวขาว เท่ากับ สวย “นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ลดเลือน ต่อต้านริ้วรอย ก็เป็นอีกหนึ่งสินค้าความงามที่น่าสนใจและได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีน เหมือนในช่วงหนึ่งที่ทำให้สินค้าต่อต้านริ้วรอยของแบรนด์ไทยดังกระฉูด ยอดขายถล่ม ติดอับดับ Top 5 เครื่องสำอางนำเข้าสูงสุดในประเทศจีนมาแล้ว  

 

 

     อย่างที่เราเคยนำเสนอพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวจีนใน เจาะตลาดสร้างโอกาส เครื่องสำอางไทยในแดนพญามังกร ตอน 1 ไว้ว่า คนจีนชอบความเป็นไทย ชอบสินค้าที่มาจากประเทศไทย เห็นได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาเมืองไทยปีละกว่า 8 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆปี จึงถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบธุรกิจสุขภาพและความงามไทยที่จะขยายตลาดเครื่องสำอางไทยสู่ตลาดจีน

 

เคล็ดลับ : ตั้งชื่อแบรนด์ภาษาจีนอย่างไร ให้ปัง ?

ผู้ประกอบการที่จะนำสินค้าไปขายในประเทศจีน  ควรหาชื่อที่พ้องเสียงเป็นภาษาจีน หรือที่มีความหมายใกล้เคียงกับแบรนด์ เพื่อให้เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก และง่ายต่อการจดจำ เช่น แบรนด์เครื่องสำอาง Lancome ( 兰蔻 ) ใช้วิธีการตั้งชื่อพ้องเสียง เพื่อให้สามารถอ่านออกเสียงใกล้เคียงกับชื่อในภาษาอังกฤษที่มีอยู่แล้ว ซึ่งในภาษาจีนออกเสียงว่า หลานโค่ว

ด้านแบรนด์ไอทีระดับโลกอย่าง Apple เลือกใช้การสื่อสารถึงผู้บริโภคชาวจีน โดยใช้คำว่า 苹果 ที่มีความหมายเหมือนกับแอปเปิ้ลในการตั้งชื่อแบรนด์ภาษาจีน เพื่อให้สอดคล้องกับตราโลโก้ของแบรนด์ที่เป็นรูปแอปเปิ้ลถูกกัด ทำให้ผู้คนเข้าใจง่ายและจดจำได้ในทันที
 

ในตอนต่อไปเราจะนำเสนอ การเตรียมเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการส่งออก และติดต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจในการส่งออกสินค้าไปประเทศจีน

อ่านต่อใน.. เจาะตลาดสร้างโอกาส เครื่องสำอางไทยในแดนพญามังกร ตอน 3