การนำสินค้าเข้า Modern Trade EP1 : สิ่งที่ควรรู้ก่อนนำสินค้าเข้าห้าง

Last updated: Jul 3, 2019  |  35327 จำนวนผู้เข้าชม  |  เทคนิคการตลาด

 

การนำสินค้าเข้า Modern Trade EP1 : สิ่งที่ควรรู้ก่อนนำสินค้าเข้าห้าง

ในมุมมองของคนมีแบรนด์ การขายสินค้าในช็อปสโตร์ หรือ โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ไม่ว่าจะเป็น Watson, Boots หรือใน Eveandboy ย่อมหมายถึงโอกาสในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้คนได้จำนวนมาก ยิ่งมีช็อปสาขาครอบคลุมพื้นที่มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถเข้าถึงลูกค้าได้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น พร้อมทั้งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูดีมีระดับ กลายเป็น “แบรนด์ขึ้นห้าง” ได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น จึงไม่แปลกที่ผู้ประกอบการจะคาดหวังว่า การฝากขายสินค้าในโมเดิร์นเทรดจะช่วยสร้างยอดขายทะลุเป้า ให้กลายเป็นแบรนด์ติดดาวได้ไม่ยาก แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ถึงกับง่ายนัก ผู้ประกอบการมืออาชีพ คงทราบกันอยู่แล้วว่า ทาง MT มีเงื่อนไขและวิธีการทำนำสินค้าเข้าอย่างไรบ้าง แต่สำหรับผู้ประกอบการหน้าใหม่ อาจจะงง และจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะต้องเริ่มอย่างไร ติดต่อที่ไหน ในบทความชุดนี้จะค่อยๆอธิบายไปทีละจุด ทีละขั้นตอน เมื่ออ่านจบแล้ว AT-ZE มั่นใจว่าท่านจะพอมองภาพรวมออกและเริ่มต้นได้อย่างง่ายดายแน่นอนครับ

 

     สำหรับบทเรียนแรก เรามาทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ว่า ในช็อปสโตร์, โมเดิร์นเทรด หรือที่เรียกติดปากทั่วไปว่า MT คืออะไร  Modern Trade หมายถึง การค้าขายสินค้าและบริการที่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆดังนี้

 

1. Hypermarket ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่
ในเมืองไทยตอนนี้เหลือแค่ 2 รายหลักเท่านั้นก็คือ Tesco Lotus และ BigC การทำตลาดของห้างเหล่านี้หลักๆ จะเน้นเรื่องราคาถูกที่สุดในตลาด เพื่อดึงคนเข้ามาในห้าง เพราะเชื่อว่าเมื่อเข้ามาในห้างแล้ว ลูกค้าจะไม่ซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียวแน่นอน 


2. Supermarket ซูเปอร์มาร์เก็ต
ในปัจจุบัน ได้แก่ Tops, Home Fresh Mart, Villa, MaxValu เป็นต้น ปกติซูเปอร์มาร์เก็ตมักจะไม่ได้เป็นร้านค้าที่อยู่โดดเดี่ยว (Stand Alone) เพราะไม่สามารถดึงดูดให้คนตั้งใจมาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเท่าไหร่นัก สังเกตว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในชั้นใต้ดินหรือชั้นล่างของห้างสรรพสินค้า อาศัยการดึงคนจากห้างสรรพสินค้า ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มให้ห้างสรรพสินค้ามากกว่าโดยที่สินค้าจะหลากหลายน้อยกว่า Hypermarket



3. Convenience Store ร้านสะดวกซื้อและมินิมาร์ท
เมื่อพูดถึงร้านเหล่านี้ชื่อแรกที่ปรากฏออกมาคงหนีไม่พ้น 7-eleven นอกจากนี้ยังมี Lotus Express, Family Mart หรือร้านที่เปิดตามปั๊มน้ำมัน เช่น Jiffy, TigerMart อีกด้วย โดยจะเน้นขายสินค้าที่สร้างความสะดวกให้ลูกค้าเท่านั้น (สังเกตได้ว่าลูกค้าจะซื้อและบริโภคในระยะเวลาอันสั้น) โดยสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเล็ก บริโภคเสร็จในครั้งเดียว และเน้นไปที่อาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก



4. Specialty Stores ร้านค้าขายสินค้าเฉพาะทาง
ถ้าพูดในเรื่องความหลากหลายต้องยกให้ Hypermarket หรือ Department Store แต่ถ้าพูดถึงความเชี่ยวชาญและลึก ต้องยกให้ร้านค้าประเภทนี้ Specialty Store ส่วนใหญ่จะไม่ได้มีพื้นที่มาก แต่เน้นขายสินค้าเฉพาะหมวดและเจาะลึกเท่านั้น เช่น Watsons, Boots ที่เน้นขายเครื่องใช้ส่วนตัวหรือเน้นขายยาและสินค้าสุขภาพ เป็นต้น ทั้งนี้ สินค้าบางอย่างหรือบางยี่ห้อ อาจจะเน้นขายสินค้าในรูปแบบนี้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเป็นสินค้าหายากมากกว่าจะขายใน Hypermarket) 


5. Cash and Carry ตลาดสดและร้านค้าส่ง
ร้านค้าส่งในเมืองไทยตอนนี้มีรายเดียวคือ Makro เนื่องจาก Makro ขายสินค้าแบบส่ง (ทีละหลายชิ้น) ดังนั้นกลุ่มลูกค้าหลักจะไม่ใช่ผู้บริโภคทั่วไป แต่เป็นร้านค้าปลีกหรือมินิมาร์ทท้องถิ่น รวมถึงร้านอาหารที่ต้องการซื้อวัตถุดิบเพื่อไปปรุงต่อ เนื่องจากการค้าขายเป็นจำนวนมากๆ การซื้อขายจะเป็นแบบเงินสดเท่านั้น (ปัจจุบันนี้มีการเพิ่มให้ใช้บัตรเครดิตได้ด้วย)

 

     อ่านถึงตอนนี้ ผู้ประกอบทุกท่านคงจะพอทราบแล้วนะครับว่า โมเดิร์นเทรดคืออะไร มีกี่ประเภท และมีลักษณะอย่างไรบ้าง ซึ่งแต่ละประเภทจะมีจุดขาย มีกลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างกันออกไป ต่อไปก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการแล้วหล่ะครับว่าจะเลือกโมเดิร์นเทรดแบบไหนให้เหมาะสมกับสินค้าที่เราจำหน่าย แต่ถ้าจะให้ดีก็ต้องพิจารณากันมากหน่อย ไม่ใช่มองแค่ว่าโมเดิร์นเทรดแห่งนี้มีดัง มีคนเดินเยอะแล้วจะใช้เป็นเหตุผลในการเลือก เพราะอย่างลืมนะครับ ยิ่ง MT ไหนดัง ย่อมเป็นที่หมายปองของผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ กันมากมาย ทั้งแบรนด์ใหญ่-เล็ก ซึ่งถ้าเราวางแผนการตลาดมาไม่ดีพอ จากที่จะเป็นแบรนด์ติดดาว อาจจะกลายเป็นแบรนด์ดาวตก ก็มีให้เห็นอยู่หลายราย

 

ใบบทความหน้า AT-ZE จะลงลึกเข้าไปอีกสักนิด ว่าถ้าหากคุณต้องการขายสินค้าผ่าน Modern Trade คุณจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ต้องเตรียมตัวอย่างไร ติดตามบทความถัดไปได้เร็วๆนี้ครับ (ระหว่างนี้คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมในบทความอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ ขอบอกเลยนะครับ ว่าการนำสินค้าเข้า MT เป็นเรื่องที่คุณต้องเตรียมตัวจริงๆ)


บทความที่เกี่ยวข้อง :

การแข่งขันในธุรกิจเครื่องสำอาง โอกาสยังพอมีอยู่ไหม?
วางแผนการพัฒนาสินค้าด้วย STP Model
วางแผนการสร้างแบรนด์ด้วยกลยุทธ์การตลาด 4 P
ภาษีเงินได้นิติบุคคล VS บุคคลธรรมดา