Maximum dose สำหรับ Vit-C & Gluta ต้องทานเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ?

Last updated: Jul 3, 2019  |  4997 จำนวนผู้เข้าชม  |  สุขภาพและความงาม

 

Maximum dose สำหรับ Vit-C & Gluta ต้องทานเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม ?

ท่ามกลางกระแสเทรนด์สุขภาพและความงามที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ ผู้คนหันมาใส่ใจดูแลตนเองกันมากยิ่งขึ้น มีผลิตภัณฑ์และสารสกัดมากมายที่เรารู้จัก แต่กับคำว่า Maximum dose หลายคนอาจไม่เคยรู้จักหรือแม้แต่ได้ยินมาก่อน  ซึ่งสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับ Vit-C และ Gluta ที่เราทานอยู่อย่างไร ? และมันจะส่งผลอะไรกับเราบ้าง ?

 

Maximum dose คืออะไร ?

Maximum dose หมายถึงปริมาณยาหรือสารสกัดที่เราสามารถรับประทานได้สูงสุดในแต่ละวัน โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อร่างกาย ซึ่งการหาปริมาณโดสยา ต้องคำนวณความเข้มข้นของตัวยาหรือสารสกัด และน้ำหนักตัวของผู้ใช้ยาร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าโดสยาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

 

Maximum dose สำคัญอย่างไรกับ Vit-C ? 

วิตามินซี หรือ กรดแอสคอร์บิก (ascorbic acid) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ ดูดซึมได้ง่าย ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ขึ้นเองได้ แบ่งออกเป็นวิตามินซีสังเคราะห์ (Synthetic Vitamin C) ที่ได้จากกระบวนการผลิตทางเคมี และวิตามินซีธรรมชาติ ซึ่งพบมากในผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ มะละกอ และเลม่อน

 

Vit-C มีคุณสมบัติในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidation ) และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีผิวจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ทำให้ผิวที่หมองคล้ำจากแดดขาวใสขึ้น รวมทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งการทานวิตามินซีเป็นอาหารเสริมเป็นประจำ มีประโยชน์สำคัญ ป้องกันภาวะขาดวิตามินซีและรักษาปริมาณวิตามินซีภายในร่างกายโดยปกติปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน คือประมาณ 60-90 มิลลิกรัมต่อวัน และมีขนาดรับประทานสูงสุด หรือ Maximum dose ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากมีโอกาสเสี่ยงเกิดอาการข้างเคียง เช่น ไม่สบายท้อง ปวดมวนท้อง เป็นต้น

 อย่างไรก็ตามวิตามินซีมีคุณสมบัติ สลายตัวเร็วและถูกขับออกจากร่างกายได้ง่าย เราจึงควรรับประทานให้ได้เฉลี่ยวันละ 1,000 – 1,500 มิลลิกรัม เพื่อให้มีปริมาณสิตามินซีเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย พร้อมทดแทนในส่วนที่ร่างกายขาดหายไป และเพื่อประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระและบำรุงผิวสูงสุด


Vit-C & Glutathione คู่หูดูโอ้ผิวขาวใส
ในปัจจุบันนี้นอกเหนือจาก Vit-C หรือกรดแอสคอร์บิก ชื่อของ”กลูตาไธโอน”ก็เป็นอีกหนึ่งสารสกัดที่ผู้คนนิยมรับประทานเป็นอาหารเสริมเพื่อจุดประสงค์ในการทำให้ผิวขาวใสขึ้น ซึ่งกลูตาไธโอน (glutathione)เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่  Cysteine,Glycine และ Glutamic acid

กลูตาไธโอนทำหน้าที่ปกป้องเซลล์ในชั้นผิวไม่ให้ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมอื่นๆที่เข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีที่ทำให้เกิดสีผิวหมองคล้ำ ซึ่งเมื่อคนเราอายุ 20 ปีขึ้นไป ปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายจะทยอยลดลง เฉลี่ย 8-12% ต่อ 10 ปี เราจึงจำเป็นต้องหมั่นดูแลสุขภาพตนเองและทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งอาหารเสริมด้วย


กลูตาไธโอนที่นำมาจำหน่ายในท้องตลาด มีมากมายทั้งในรูปของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและกลุ่มยาฉีด มีหลายขนาดบรรจุตั้งแต่หลัก 100 ไปจนถึงหลัก 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งกลูตาไธโอนสามารถย่อยสลายได้ง่ายในทางเดินอาหารและกระเพราะอาหาร ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นหากผู้บริโภคต้องการผลลัพธ์เพื่อผิวขาวกระจ่างใส จึงควรรับประทานกลูตาไธโอนตามน้ำหนักตัวของแต่ละคน โดยมีขนาดรับประทานสูงสุดหรือ Maximum dose ไม่เกิน 20มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1กิโลกรัม/วัน เช่น ผู้บริโภคมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ควรรับประทานวันละ 20 X 50 = 1000 มิลลิกรัม เป็นต้น


นอกจากนี้เพื่อประสิทธิภาพผลลัพธ์สูงสุด เราควรรับประทานเป็นประจำทุกวัน ควบคู่กับสาร antioxidize เช่น Vitamin C หรือ Vitamin E รวมทั้งควรพยายามหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองจากแสงแดดด้วย อย่างไรก็ตามวิตามินและสารสกัดต่างๆ เป็นเพียงอาหารเสริมสำหรับร่างกาย ไม่มีสรรพคุณทางยา ดังนั้นการมีสุขภาพร่างกายที่ดีต้องเริ่มต้นจากการเปลี่ยนนิสัยการกินอาหารให้ครบหลักโภชนาการ ตามด้วยหมั่นออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานทานอาหารเสริม ถึงจะดีครบสูตรของจริง