SPF & PA รู้หรือไม่ว่าสำคัญต่อผิวเราอย่างไร

Last updated: Jul 3, 2019  |  3026 จำนวนผู้เข้าชม  |  สุขภาพและความงาม

 

SPF & PA รู้หรือไม่ว่าสำคัญต่อผิวเราอย่างไร ?

ท่ามกลางอุณหภูมิอากาศที่ร้อนของเมืองไทย การเผชิญหน้ากับแสงแดดโดยตรง อาจก่อให้เกิดผลเสียกับผิวหนัง เช่น ผิวไหม้ คล้ำเสีย ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดดเป็นที่นิยมและมีความจำเป็นมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ค่า SPF และ PA ที่อยู่บนฉลากสินค้าหมายถึงอะไร และเลือกใช้แบบค่าสูงๆ ถูกต้องจริงหรือ ?

 

 

SPF หรือ Sun Protection Factor หมายถึงค่าระบุประสิทธิภาพการปกป้องผิวจากรังสี UVB คิดเป็นจำนวนเท่าของเวลาที่ผิวสามารถทนต่อรังสีอัลตราไวโอเลตได้หลังจากทาครีมกันแดด ค่ายิ่งสูงก็มีประสิทธิภาพการป้องกันมากขึ้น แต่ก็มีโอกาสระคายเคืองผิวได้มากกว่า เราจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี SPF เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน

 

สูตรคำนวณ T = SxM

T = ระยะเวลาที่ผิวทนแสงแดดได้ (หน่วยเป็นนาที)

S = ค่า SPF ของครีมกันแดด

M = ระยะเวลาที่ผิวทนแสงแดดปกติ (หน่วยเป็นนาที)

 

ตัวอย่าง เช่น ปกติผิวหนังของเราจะทนแสงแดดได้ประมาณ 30 นาที ถ้าผลิตภัณฑ์ระบุว่ามี SPF 30 เท่ากับว่าเราสามารถทนรังสี UVB ได้ 30 เท่า คิดเป็น 30x30 = 900 นาที PA ย่อมาจาก Protection grade of UVA เป็นค่าที่ประเทศญี่ปุ่นกำหนดขึ้น เพื่อใช้แสดงประสิทธิภาพของการป้องกันรังสี UVA โดยมีเครื่องหมาย + บ่งบอกค่าความสามารถในการปกป้องผิว สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ PA+ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 1-4 เท่าของผิวปกติ PA++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 4-8 เท่าของผิวปกติ PA+++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 8-16 เท่า PA++++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 16 เท่าขึ้นไป เหมาะสำหรับคนทำงานกลางแดดตลอดเวลา

 

PA ย่อมาจาก Protection grade of UVA เป็นค่าที่ประเทศญี่ปุ่นกำหนดขึ้น เพื่อใช้แสดงประสิทธิภาพของการป้องกันรังสี UVA โดยมีเครื่องหมาย + บ่งบอกค่าความสามารถในการปกป้องผิว สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

PA+ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 1-4 เท่าของผิวปกติ

PA++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 4-8 เท่าของผิวปกติ

PA+++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 8-16 เท่า

PA++++ สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ 16 เท่าขึ้นไป เหมาะสำหรับคนทำงานกลางแดดตลอดเวลา

 

 

ในความเป็นจริงผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป มีประสิทธิภาพการปกป้องผิวจากรังสี UVB แทบไม่แตกต่างกัน และค่า SPF สูงอาจก่อให้เกิดการการระคายเคืองและแพ้ได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ประสิทธิภาพการป้องกันจะค่อยๆลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมง หรือเมื่อสัมผัสกับเหงื่อหรือถูกน้ำชะล้าง จึงควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF และ PA เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน เพื่อประสิทธิภาพในการปกป้องผิวที่ดีที่สุด