ตั้งชื่อแบรนด์อย่างไรให้ “ปัง”

Last updated: Jul 3, 2019  |  163335 จำนวนผู้เข้าชม  |  เทคนิคการตลาด เทคนิคการตลาด

 

 

ตั้งชื่อแบรนด์อย่างไรให้ “ปัง”

ในทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์มากมายในท้องตลาด แล้วจะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จัก ? ชื่อของแบรนด์นั้นเป็นสิ่งแรกๆที่ทำให้ผู้คนเกิดความสนใจและสามารถจดจำแบรนด์ของเราได้ง่ายที่สุด ชื่อแบรนด์ที่ดีจึงควรมีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่ซ้ำใคร ใช้คำสั้นๆเพื่อให้จดจำง่าย คล่องปากเวลาพูด และสามารถสื่อถึงแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน 


“ไม่ควรตั้งชื่อแบรนด์ยาวจนเกินไป ควรมีประมาณ 2-3 พยางค์ ถ้าชื่อมีจำนวนพยางค์เยอะ ยิ่งต้องใช้การสื่อสารทางการตลาดมากขึ้น”
อาจารย์วิทยา จารุพงศ์โสภณ อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2014

ทั้งนี้เมื่อเราได้ชื่อแบรนด์ที่ต้องการแล้ว ก็ยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที เราต้องยื่นขอจดทะเบียนและตรวจสอบชื่อกับทาง อย.ให้ถูกต้องตามข้อบังคับในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง เช่น ชื่อแบรนด์ต้องไม่ซ้ำกับแบรนด์อื่น และไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เป็นต้น ซึ่งหลักเกณฑ์ยื่นจดทะเบียนเป็นอย่างไร ตามมาอ่านกันเลยครับ

 

การจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่อทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

หลักเกณฑ์ การตั้งชื่อเครื่องสำอาง /ชื่อทางการค้า / ตรา / เครื่องหมายการค้า

• ต้องไม่ใช้ชื่อไปในทำนองโอ้อวด ไม่สุภาพ หรือ อาจทำให้เข้าใจผิดจากความจริง

• ต้องไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง

• ต้องไม่ใช้ชื่อที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย หรือส่อไปในทางทำลายคุณค่าทางภาษาไทย

 

พระราชบัญญัติ
เครื่องสำอาง 2535

พระราชบัญญัติ
ยา 2510

“เครื่องสำอาง” หมายความว่า
วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ทาถู
นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ

หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด ต่อส่วนหนึ่ง
ส่วนใดของร่างกายเพื่อความ สะอาด
ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิด
ความสวยงามและรวม ตลอดทั้ง
เครื่องประทินผิวต่าง ๆ ด้วย

“ยาใช้ภายนอก” หมายความว่า
ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณ
ที่มุ่งหมายสำหรับใช้ภายนอก ทั้งนี้
ไม่รวมถึงยาใช้เฉพาะที่

“ยาใช้เฉพาะที่” หมายความว่า
ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณ
ที่มุ่งหมายใช้เฉพาะที่กับหู ตา จมูก
ปาก ทวารหนัก ช่องคลอดหรือท่อปัสสาวะ


 ส่วนนี้จะมีการเข้าใจผิดกันมากครับ ทำให้ไม่ผ่านการจดทะเบียนกับทาง อย. เช่นกรณี ชื่อ

Bhes/\€jiya  นั้นอ่านเข้าใจได้ว่ามาจากคำว่า Bhesajiya  ซึ่งอ่านหรือเข้าใจได้ว่า “เภสัชยา”

“เนื่องจาก เครื่องสำอางไม่ใช่ยา   จึงไม่สามารถใช้ชื่อที่ทำให้เข้าใจว่ามีคุณลักษณะเป็นยา ซึ่งมีไว้เพื่อรักษาโรคได้”

หลักเกณฑ์การใช้ชื่อสารเป็นชื่อเครื่องสำอาง  หรือเป็นส่วนของชื่อเครื่องสำอาง

• ต้องมีสารดังกล่าวเป็นส่วนผสมในปริมาณที่เพียงพอ (มีปริมาณตามที่กำหนดไว้ในเอกสารทางวิชาการที่เชื่อถือได้ ตามแนวทางในการแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์  หรือ สนับสนุนข้อความที่แสดงไว้บนฉลากเครื่องสำอาง)

• ต้องระบุชื่อสารนั้นไว้ที่ฉลากว่า เป็นส่วนประกอบสำคัญ


หลักเกณฑ์การใช้สรรพคุณเป็นชื่อเครื่องสำอาง

• ต้องมีสารที่มีสรรพคุณตามที่กล่าวอ้าง และมีปริมาณที่เพียงพอ (มีปริมาณตามที่กำหนดไว้ในเอกสารทางวิชาการที่เชื่อถือได้  ตามแนวทางในการแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์ หรือสนับสนุนข้อความที่แสดงไว้บนฉลากเครื่องสำอาง)

• ต้องระบุชื่อสารที่มีสรรพคุณตามที่กล่าวอ้างนั้นไว้ที่ฉลากว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญ

 

หลักเกณฑ์การกล่าวอ้างชื่อสารว่าเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์

• ต้องมีสารดังกล่าวเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์นั้นจริง

• ต้องระบุชื่อสารนั้นไว้ที่ฉลากเครื่องสำอางว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญ

• หากมีการกล่าวอ้างสรรพคุณของสารด้วย จะต้องมีสารดังกล่าวเป็นส่วนผสมในปริมาณที่เพียงพอแก่การกล่าวอ้างสรรพคุณ  และจะต้องพิสูจน์ได้ตามแนวทางในการแสดงหลักฐานเพื่อพิสูจน์  หรือสนับสนุนข้อความที่แสดงไว้บนฉลากเครื่องสำอาง

 

หลักเกณฑ์ รูปภาพ

• ต้องไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง

• ต้องไม่ขัดกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย

 

หลักเกณฑ์ การแสดงสรรพคุณ

• ต้องแสดงสรรพคุณภายใต้นิยามของคำว่า” เครื่องสำอาง” ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ.2535

• ต้องไม่เป็นเท็จหรือเกินความจริง

• ต้องไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง

การแสดงฉลากเครื่องสำอางไม่ถูกต้องนั้นจะมีโทษในทางอาญาคือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับครับ